ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ได้ยินแต่คำว่า ‘ความยั่งยืน’ ใช่ไหมคะเพื่อนๆ? ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม ไปจนถึงการบริหารงานแบบมีธรรมาภิบาล หรือที่เขาเรียกกันว่า ESG เนี่ย กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นนะ แต่รวมถึงธุรกิจ SME และพวกเราทุกคนด้วยที่อยากเลือกสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและโลกใบนี้.
แต่เคยสงสัยกันไหมคะว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ทำอยู่ หรือบริษัทที่เราสนใจนั้น ‘ยั่งยืนจริง’ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ (Greenwashing) ไปวันๆ? จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มานาน ฉันบอกเลยว่าการมี “ตัวชี้วัด” ที่ชัดเจนมันสำคัญมากๆ เลยนะ มันเหมือนเข็มทิศที่จะนำทางให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเรากำลังเดินถูกทางหรือเปล่า ทั้งในมุมของการสร้างผลกำไรระยะยาว และการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม.
เทรนด์ใหม่ๆ อย่าง SET ESG Ratings ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มเข้ามามีบทบาท หรือนักลงทุนที่มองหา “แบรนด์คนดี” มากขึ้น ก็ยิ่งตอกย้ำว่าปี 2024 เป็นต้นไป ใครที่ไม่มีตัวชี้วัดเหล่านี้ แทบจะตกขบวนเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่ามีตัวชี้วัดอะไรบ้างที่เราต้องรู้ ต้องเข้าใจ เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนจริงๆ งั้นเรามาเจาะลึกไปพร้อมกันเลยค่ะ!
จะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจนี้ “รักษ์โลกจริง” ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา?

เพื่อนๆ คะ ช่วงนี้เราจะเห็นหลายๆ แบรนด์หันมาใช้คำว่า “รักษ์โลก” หรือ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” กันเยอะมากเลยใช่ไหมล่ะคะ? ในฐานะคนที่คลุกคลีกับเรื่องความยั่งยืนมานาน ฉันบอกเลยว่าบางทีมันก็แอบคิดในใจว่า “จริงรึเปล่า?” หรือแค่สร้างภาพให้ดูดี (Greenwashing) ไปวันๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังเลยนะ เพราะมันทำให้เราในฐานะผู้บริโภคหรือแม้แต่นักลงทุนเองก็สับสนได้ง่ายๆ เลยค่ะ สำหรับฉันแล้ว การดูแค่โลโก้สีเขียวๆ หรือคำโปรยสวยหรูมันไม่พอหรอกค่ะ เราต้องเจาะลึกไปที่ตัวเลขและข้อมูลที่เป็นรูปธรรมจริงๆ ที่สะท้อนว่าบริษัทนั้นๆ มีความตั้งใจและลงมือทำในเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังแค่ไหน ไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกต้นไม้หรือการรีไซเคิลอย่างเดียวนะคะ แต่มันรวมถึงกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสียทั้งหมดเลยต่างหาก ถ้าบริษัทไหนบอกว่ารักษ์โลก แต่ไม่มีตัวเลขยืนยัน หรือไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้เลย นั่นแหละค่ะ คือสัญญาณอันตรายที่เราต้องระวังมากๆ เลยนะ
มองให้ลึกกว่าแค่ “โลโก้เขียวๆ”
เวลาที่เราเห็นสินค้าที่มีฉลากเขียว หรือมีข้อความประมาณว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เนี่ย มันทำให้รู้สึกดีตั้งแต่แรกเห็นเลยใช่ไหมคะ แต่ฉันอยากชวนเพื่อนๆ มองให้ลึกไปอีกนิดค่ะว่า “เขียว” แค่ไหน และ “มิตร” อย่างไร? บางทีแค่การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาเคลมได้แล้ว แต่กระบวนการผลิตเบื้องหลังยังทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่หรือเปล่า ตรงนี้คือจุดสำคัญที่หลายคนมองข้ามไปเลยนะ สำหรับฉันนะ ถ้าอยากรู้ว่าแบรนด์ไหนจริงใจเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงๆ ต้องดูไปถึงต้นน้ำปลายน้ำเลยค่ะ ว่าเขามีมาตรการอะไรบ้างในการลดผลกระทบ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค การดูภาพรวมทั้งหมดจะทำให้เราเห็นความจริงใจของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะค่ะ
ตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องจับตา
หนึ่งในตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญมากๆ ที่ฉันอยากให้เพื่อนๆ สังเกตคือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เราคุ้นๆ หูกันว่า Carbon Footprint นั่นแหละค่ะ เพราะนี่คือตัวเลขที่บอกตรงๆ เลยว่ากิจกรรมของบริษัทนั้นๆ ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนมากน้อยแค่ไหน บริษัทที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนจริงๆ จะมีการวัดผลและตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่บอกว่าจะลด แต่ต้องมีตัวเลขให้เห็นว่าลดได้เท่าไหร่ และมีแผนการดำเนินงานอย่างไร ตัวอย่างเช่น บางบริษัทอาจจะเริ่มหันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต หรือปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดการใช้พลังงานลง ตรงนี้เป็นสิ่งที่จับต้องได้และพิสูจน์ได้ว่าเขาจริงจังกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงๆ ไม่ได้แค่พูดลอยๆ นะคะ
หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน: ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง
จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานและปรึกษาธุรกิจมาหลายรูปแบบนะคะ ฉันเห็นเลยว่าการจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้แบบยั่งยืนจริงๆ เนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความรู้สึกดี” หรือ “ทำบุญ” เท่านั้นนะ แต่มันคือเรื่องของ “ตัวเลข” และ “ประสิทธิภาพ” ในการดำเนินงานด้วยค่ะ บริษัทที่ยั่งยืนจริงๆ มักจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรได้ดีเยี่ยม ลดความสูญเปล่า และมองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เราอาจจะมองว่าเป็นของเสียด้วยซ้ำไป ตรงนี้เองที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นสามารถสร้างผลกำไรในระยะยาวได้อย่างมั่นคง แถมยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย มันเหมือนกับการที่เราดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีนั่นแหละค่ะ ถ้าสุขภาพดี เราก็มีแรงไปทำอะไรได้เยอะแยะเลย ธุรกิจก็เหมือนกันค่ะ ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ค่ะ
การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า: น้ำ ไฟ และวัตถุดิบ
เพื่อนๆ เคยสังเกตไหมคะว่าในชีวิตประจำวันของเรา เราใช้น้ำ ใช้ไฟ และใช้วัตถุดิบต่างๆ ไปมากแค่ไหน? สำหรับธุรกิจก็เช่นกันค่ะ ตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งที่บริษัทที่ยั่งยืนให้ความสำคัญมากๆ คือ “ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟฟ้า หรือวัตถุดิบในการผลิต บริษัทเหล่านั้นจะมีการติดตามและพยายามลดการใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การติดตั้งระบบผลิตน้ำร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำในกระบวนการที่ไม่ต้องการความบริสุทธิ์สูง หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้วัตถุดิบน้อยลงแต่ยังคงคุณภาพเดิมได้ นี่ไม่ใช่แค่การลดต้นทุนเท่านั้นนะคะ แต่มันคือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อทรัพยากรของโลกเราที่นับวันจะยิ่งลดน้อยลงไปทุกทีเลยค่ะ ฉันเคยไปดูโรงงานแห่งหนึ่ง เขาถึงขนาดลงทุนมหาศาลเพื่อติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียให้กลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ 100% เลยนะ เห็นแล้วก็ชื่นใจจริงๆ ค่ะ
พลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คืออนาคต
ตอนนี้กระแสพลังงานหมุนเวียนมาแรงมากๆ เลยใช่ไหมคะ! แต่สำหรับฉันแล้ว นี่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่มันคือทิศทางในอนาคตที่ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเลยล่ะค่ะ ตัวชี้วัดที่บอกว่าบริษัทไหนเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนจริงๆ คือ “สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน” ในการดำเนินงานของเขาค่ะ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือชีวมวล การที่บริษัทลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟเท่านั้นนะ แต่ยังลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลด้วยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราสามารถผลิตสินค้าได้โดยใช้พลังงานสะอาด 100% มันจะเจ๋งแค่ไหน! ตอนนี้หลายๆ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในบ้านเราก็เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคากันเป็นแถวแล้วนะคะ นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยค่ะ
ทำไมนักลงทุนถึงหันมามองบริษัทที่มีธรรมาภิบาล?
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าช่วงหลังๆ มานี้นักลงทุนไม่ได้มองแค่ตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัทอย่างเดียวแล้วนะ แต่เขามองลึกไปถึง “ธรรมาภิบาล” หรือ Governance (G) ในหลัก ESG ด้วยค่ะ สำหรับฉันที่ติดตามวงการนี้มานาน ฉันเห็นชัดเลยว่าความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และการบริหารงานที่ตรวจสอบได้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามา ยิ่งบริษัทไหนมีธรรมาภิบาลดี ไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่มีการเอาเปรียบผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากเท่านั้นค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราจะเอาเงินไปลงทุนในบริษัทที่การบริหารงานไม่ชัดเจน มีข่าวฉาวบ่อยๆ เราจะกล้าไหมคะ? แน่นอนว่าต้องลังเลใช่ไหมล่ะคะ แต่นักลงทุนยุคใหม่เขาไม่ได้แค่ลังเลนะ เขามองข้ามไปเลย! เพราะฉะนั้น การมีธรรมาภิบาลที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับองค์กรด้วยค่ะ
ความโปร่งใสคือประตูสู่ความไว้วางใจ
สำหรับฉันแล้ว ความโปร่งใสเหมือนกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ความไว้วางใจเลยค่ะ บริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีจะเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่างๆ อย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน รายงานผลการดำเนินงาน หรือแม้แต่รายละเอียดเกี่ยวกับกรรมการและผู้บริหาร การที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น มันสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ ฉันเคยเห็นบริษัทบางแห่งที่เปิดเผยข้อมูลแม้กระทั่งเรื่องความล้มเหลวในการทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแผนการแก้ไข ซึ่งมันทำให้เราเห็นถึงความจริงใจและกล้าที่จะรับผิดชอบของเขามากๆ เลยค่ะ การไม่พยายามซ่อนปัญหา แต่เลือกที่จะเผชิญหน้าและแก้ไขต่างหาก ที่สร้างความน่าเชื่อถือที่ยั่งยืนจริงๆ
โครงสร้างการบริหารที่แข็งแกร่ง ไม่คอร์รัปชัน
เคยมีคำกล่าวว่า “ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง” ซึ่งใช้ได้ดีกับเรื่องคอร์รัปชันในองค์กรเลยค่ะ บริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีจะต้องมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ตัวชี้วัดที่สำคัญก็คือ การมีนโยบายต่อต้านการทุจริตที่เข้มแข็ง การเปิดช่องทางให้พนักงานหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ฉันเชื่อว่าไม่มีใครอยากทำธุรกิจกับบริษัทที่มีประวัติฉาวเรื่องคอร์รัปชันหรอกค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ แต่มันบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาวอย่างรุนแรงเลยนะ เพราะฉะนั้น การรักษาความสะอาดภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ค่ะ
วัดผลกระทบทางสังคมยังไงให้เห็นเป็นรูปธรรม?
เวลาพูดถึงความยั่งยืน หลายคนมักจะนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรกใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว “สังคม” หรือ Social (S) นี่แหละค่ะ ที่เป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้กันเลย สำหรับฉันแล้ว การวัดผลกระทบทางสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมเนี่ย อาจจะซับซ้อนกว่าการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมที่มักจะเป็นตัวเลขชัดเจน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลยนะคะ มันคือการมองลึกลงไปว่าบริษัทนั้นๆ ปฏิบัติกับพนักงาน ชุมชนรอบข้าง และคู่ค้าอย่างไรบ้าง มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนหรือไม่ และทำธุรกิจอย่างเป็นธรรมหรือเปล่า ตัวชี้วัดทางสังคมที่ดีจะช่วยให้เราเห็นว่าบริษัทนั้นๆ ไม่ได้แค่แสวงหากำไรอย่างเดียว แต่ยังแบ่งปันความสำเร็จและดูแลสังคมให้เติบโตไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง ฉันเชื่อว่าสังคมที่ดี จะนำไปสู่ธุรกิจที่ดีและยั่งยืนได้ในที่สุดค่ะ
สวัสดิการพนักงานไม่ใช่แค่ค่าแรง แต่คือชีวิตที่ดี
พนักงานคือหัวใจสำคัญของทุกองค์กรเลยนะคะ! บริษัทที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนจริงๆ จะไม่ได้มองแค่การจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ แต่จะดูแลพนักงานให้มี “ชีวิตที่ดี” ซึ่งหมายถึงสวัสดิการที่เหมาะสม ชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม โอกาสในการพัฒนาตนเอง และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ ตัวชี้วัดที่น่าสนใจก็เช่น อัตราการเข้าออกของพนักงาน (Employee Turnover Rate) ชั่วโมงการฝึกอบรมต่อพนักงานแต่ละคน หรือนโยบายสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมในที่ทำงาน ฉันเคยไปเยี่ยมบริษัทแห่งหนึ่งที่เขามีห้องให้นมบุตรสำหรับพนักงานหญิง มีมุมออกกำลังกาย และมีเวิร์คช็อปพัฒนาทักษะชีวิตให้พนักงานฟรีๆ ด้วยนะ เห็นแล้วรู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ แสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจดูแลคนของเขาจริงๆ
สร้างสรรค์ชุมชนรอบข้างให้เติบโตไปด้วยกัน
การที่ธุรกิจจะยั่งยืนได้ ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่รอบข้างค่ะ บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่แค่การบริจาคเงินอย่างเดียว แต่มันคือการเข้าไปช่วยพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับคนในท้องถิ่น การสนับสนุนสินค้าและบริการจากชุมชน หรือการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินได้แก่ งบประมาณที่ใช้ในโครงการเพื่อสังคม ชั่วโมงการทำงานอาสาของพนักงาน หรือจำนวนโครงการที่ทำร่วมกับชุมชน การที่บริษัทเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและช่วยให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกันได้ มันสร้างความผูกพันและความไว้วางใจที่ยั่งยืนมากๆ เลยนะคะ ลองดูตัวอย่างนี้ก็ได้ค่ะ:
| มิติทางสังคม (Social Dimension) | ตัวอย่างตัวชี้วัด (Example Indicators) | ทำไมถึงสำคัญ? (Why is it important?) |
|---|---|---|
| พนักงานและแรงงาน (Employees & Labor) | อัตราการหมุนเวียนของพนักงาน, ชั่วโมงการฝึกอบรม, ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม | สะท้อนความผูกพันและความพึงพอใจของบุคลากร |
| ชุมชน (Community) | งบประมาณเพื่อสังคม, โครงการพัฒนาชุมชน, การจ้างงานคนท้องถิ่น | แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างการเติบโตร่วมกัน |
| ลูกค้าและผู้บริโภค (Customers & Consumers) | ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์, การเข้าถึงสินค้า, ช่องทางการรับข้อเสนอแนะ | สร้างความเชื่อมั่นและความภักดีในระยะยาว |
ไม่ได้มีแค่บริษัทยักษ์ใหญ่: SME ก็ “ยั่งยืน” ได้ด้วยมือเรา

เพื่อนๆ หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องความยั่งยืน หรือ ESG เนี่ย มันเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ ที่มีงบประมาณเยอะๆ เท่านั้นใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าไม่จริงเลยค่ะ! จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมามากมาย ฉันเชื่อว่าธุรกิจ SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบ้านเรานี่แหละค่ะ ที่มีศักยภาพในการสร้างความยั่งยืนได้ไม่แพ้กันเลย แถมบางทียังมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนได้เร็วกว่าด้วยซ้ำไปนะ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัทเลยค่ะ แต่มันขึ้นอยู่กับ “ความตั้งใจ” และ “ความเข้าใจ” ว่าความยั่งยืนคืออะไร และเราสามารถนำมันมาปรับใช้กับธุรกิจของเราได้อย่างไรบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเลยค่ะ บางครั้งแค่การปรับเปลี่ยนกระบวนการเล็กๆ น้อยๆ หรือการหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้แล้วค่ะ
เริ่มต้นง่ายๆ จากสิ่งใกล้ตัว
สำหรับ SME ที่อยากจะเริ่มเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ฉันแนะนำว่าให้เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ที่ใกล้ตัวเราก่อนเลยค่ะ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน เช่น การลดการใช้พลาสติกในสำนักงาน การแยกขยะอย่างถูกวิธี การประหยัดพลังงานในร้านค้าหรือโรงงานเล็กๆ ของเรา หรือแม้แต่การเลือกใช้ซัพพลายเออร์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมีจริยธรรมในการดำเนินงาน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้รวมกันแล้วมันสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้เลยนะคะ ยิ่งไปกว่านั้น การทำสิ่งเหล่านี้ยังช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อีกด้วยค่ะ เพราะฉะนั้น อย่ารอช้าเลยนะ มาเริ่มกันได้เลยค่ะ!
การสร้างเครือข่ายความยั่งยืนในวงจรธุรกิจ
อีกหนึ่งวิธีที่ SME จะสร้างความยั่งยืนได้อย่างแข็งแกร่ง คือการสร้างเครือข่ายร่วมกับผู้ประกอบการอื่นๆ หรือกับซัพพลายเออร์และลูกค้าของเราค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่า ถ้าเราสามารถทำงานร่วมกับผู้ส่งมอบวัตถุดิบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หรือกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืน มันจะดีแค่ไหน! การร่วมมือกันแบบนี้จะช่วยให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานมีความยั่งยืนมากขึ้น และยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของเราด้วยค่ะ ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนแล้วนะคะ การเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการเรียนรู้และต่อยอดค่ะ
มองทะลุเปลือก: แกะรอยความยั่งยืนจากรายงานประจำปี
เพื่อนๆ เคยหยิบรายงานประจำปีของบริษัทต่างๆ มาอ่านกันบ้างไหมคะ? ฉันรู้ว่ามันอาจจะดูน่าเบื่อ มีแต่ตัวเลขกับศัพท์ยากๆ เต็มไปหมด แต่จะบอกว่านี่แหละค่ะคือขุมทรัพย์ข้อมูลสำคัญที่จะบอกเราได้ว่าบริษัทนั้นๆ มีความยั่งยืนจริงแท้แค่ไหน! จากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ ตอนแรกๆ ฉันก็ท้อเหมือนกันค่ะ พยายามอ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอจับจุดได้ว่าต้องดูตรงไหนบ้าง มันเหมือนได้เจอ “คำใบ้” ที่ซ่อนอยู่เลยนะ รายงานประจำปีหรือรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ที่บริษัทใหญ่ๆ ในไทยอย่าง SCG หรือ PTT ทำออกมาเนี่ย เขาจะรวบรวมข้อมูลด้าน ESG ไว้อย่างละเอียดเลยค่ะ ถ้าเราสามารถแกะรอยข้อมูลเหล่านี้ออกมาได้ เราก็จะมองเห็นภาพรวมของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรนั้นๆ ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะค่ะ
ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเรื่องเล่าขององค์กร
หลายคนอาจจะมองว่ารายงานประจำปีมีแต่ตัวเลขน่าเบื่อ แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือ “เรื่องเล่า” ขององค์กรนั้นๆ เลยค่ะ ในรายงานเหล่านี้ เขาจะไม่ได้มีแค่ผลประกอบการทางการเงินนะ แต่ยังมีส่วนที่อธิบายถึงนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลด้วยค่ะ รวมถึงความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ฉันแนะนำให้เพื่อนๆ ลองมองหาหัวข้อที่เกี่ยวกับ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ในรายงานเหล่านั้นดูนะคะ เขาจะเล่าถึงโครงการต่างๆ ที่ทำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และเป้าหมายในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจปรัชญาและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของเขาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
การตรวจสอบและรับรองจากภายนอก: เครื่องยืนยันความน่าเชื่อถือ
สิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับรายงานความยั่งยืนของบริษัทต่างๆ ได้มากเลยนะคะ คือ “การตรวจสอบและรับรองจากภายนอก” ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยออกมานั้น ได้รับการตรวจสอบและยืนยันจากหน่วยงานอิสระที่น่าเชื่อถือ มันจะสร้างความมั่นใจให้กับเราได้มากแค่ไหน! ในรายงานความยั่งยืนส่วนใหญ่ มักจะมีส่วนที่ระบุว่าข้อมูลต่างๆ ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอกหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีเลยว่าข้อมูลที่นำเสนอนั้นมีความถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ การที่บริษัทกล้าที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบ ยิ่งสะท้อนถึงความโปร่งใสและความจริงใจในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเขาได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ
จาก “ใจ” ถึง “กระเป๋าตังค์”: สร้างแบรนด์ที่คนรักและอยากสนับสนุน
เพื่อนๆ เคยรู้สึกไหมคะว่าเวลาที่เราซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากแบรนด์ที่เราชื่นชอบมากๆ เนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพหรือราคาอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ “ความรู้สึก” และ “คุณค่า” ที่แบรนด์นั้นๆ ส่งมอบให้เราด้วยใช่ไหมคะ? สำหรับฉันแล้ว ความยั่งยืนนี่แหละค่ะ คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนจาก “ใจ” ไปสู่ “กระเป๋าตังค์” ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง! เพราะผู้บริโภคสมัยนี้ไม่ได้แค่ต้องการสินค้าที่ดี แต่ยังต้องการแบรนด์ที่ดีด้วย แบรนด์ที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม จะได้รับความไว้วางใจและความภักดีจากลูกค้าในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว มันจะนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นและผลกำไรที่ยั่งยืนค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราสามารถสร้างแบรนด์ที่คนรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้ มันจะทรงพลังขนาดไหน!
ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือก
ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ซื้อสินค้าตามโฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียวแล้วนะคะ แต่เขา “ฉลาดเลือก” และ “ใส่ใจ” ในรายละเอียดมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ๆ อย่าง Gen Z หรือ Millennials เนี่ย เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องราวเบื้องหลังของแบรนด์มากๆ ว่าแบรนด์นั้นๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร ปฏิบัติกับพนักงานและสังคมอย่างไร และมีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือ การสำรวจทัศนคติของผู้บริโภค หรือดูจากยอดขายของสินค้ากลุ่ม Sustainable Product ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดไทยค่ะ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่บอกชัดเจนเลยว่า ผู้บริโภคพร้อมที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่ทำความดี และพร้อมที่จะบอกต่อให้คนอื่นๆ มารู้จักและสนับสนุนด้วยเช่นกันค่ะ
การสื่อสารที่จริงใจ สร้างคุณค่าระยะยาว
การที่แบรนด์จะสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคในยุคนี้ได้นั้น การสื่อสารที่ “จริงใจ” สำคัญมากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่การบอกว่าเราทำอะไรดีๆ บ้าง แต่ต้องเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ผู้บริโภคได้รับรู้และเข้าใจถึงความตั้งใจของเราด้วย ตัวชี้วัดที่บอกถึงการสื่อสารที่ดีคือ การที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านความยั่งยืนของแบรนด์ได้ง่าย มีช่องทางให้แสดงความคิดเห็น และแบรนด์พร้อมที่จะรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข การสื่อสารที่โปร่งใสและสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างความไว้วางใจและความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะ ที่จะแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางการตลาดที่ยั่งยืนให้กับแบรนด์ของเราได้ในที่สุด
ส่งท้ายบทความนี้
เพื่อนๆ คะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพรวมและเข้าใจเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ชัดเจนขึ้นนะคะ ฉันเชื่อว่าในฐานะผู้บริโภคและนักลงทุน เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจต่างๆ หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง การรู้เท่าทัน “Greenwashing” หรือการสร้างภาพรักษ์โลกจอมปลอม จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและส่งเสริมบริษัทที่ตั้งใจทำดีจริงๆ ในระยะยาว การลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้แค่สร้างผลตอบแทนที่ดีเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นการสร้างโลกที่ดีขึ้นให้กับพวกเราทุกคนด้วยค่ะ
ข้อมูลน่ารู้ที่ไม่ควรมองข้าม
1. มองหา “ฉลากเขียว” ของไทย: เวลาเลือกซื้อสินค้า ลองสังเกตสัญลักษณ์ “ฉลากเขียว” (Thai Green Label) ที่ออกโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนนะคะ เพราะนี่คือการรับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้
2. อ่านรายงานความยั่งยืนของบริษัท: บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย เช่น Thai Union, ThaiBev, TOA, Thaioil มีการจัดทำ “รายงานความยั่งยืน” (Sustainability Report) หรือ “แบบ 56-1 One Report” ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG อย่างละเอียด ลองเข้าไปศึกษาดูได้เลยค่ะ การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนไม่แพ้ข้อมูลทางการเงินเลยนะ
3. ระวังคำเคลมที่คลุมเครือ: คำว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” “ธรรมชาติ” หรือ “ย่อยสลายได้” อาจถูกใช้ในการ “ฟอกเขียว” ได้ค่ะ หากไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม หรือไม่มีหน่วยงานภายนอกมารับรอง ก็ต้องเอ๊ะ! ไว้ก่อนนะคะ
4. SME ก็ยั่งยืนได้ เริ่มง่ายๆ จากสิ่งเล็กๆ: ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ทำเรื่องความยั่งยืนได้ แม้แต่ SME ก็สามารถเริ่มต้นได้จากการลดขยะ ประหยัดพลังงาน หรือเลือกใช้ซัพพลายเออร์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดต้นทุนและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาวด้วยค่ะ
5. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสถาบันไทยพัฒน์เป็นแหล่งข้อมูลดีๆ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีการสนับสนุนและเผยแพร่ข้อมูล ESG สำหรับบริษัทจดทะเบียน และสถาบันไทยพัฒน์ (Thaipat Institute) ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ให้ความรู้และบริการรับรองด้านความยั่งยืนในไทย ลองเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้นะคะ
สรุปประเด็นสำคัญ
การจะแยกแยะธุรกิจที่ “รักษ์โลกจริง” ออกจาก “แค่สร้างภาพ” นั้น เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่คำโฆษณาหรือโลโก้สีเขียวๆ ค่ะ สิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาจากข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เช่น ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการมีธรรมาภิบาลที่ดี และการดูแลพนักงานกับชุมชนอย่างเป็นธรรม หากบริษัทไหนจริงจังเรื่องความยั่งยืน จะกล้าเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อย่างโปร่งใสและได้รับการตรวจสอบจากภายนอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนได้อย่างยั่งยืน และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ตัวชี้วัดความยั่งยืน (Sustainability Metrics) ที่เราพูดถึงกันบ่อย ๆ มันคืออะไรกันแน่คะ แล้วทำไมช่วงนี้ถึงสำคัญกับธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ในบ้านเรามากเป็นพิเศษเลย?
ตอบ: โอ้โห คำถามนี้โดนใจเพื่อนๆ หลายคนแน่นอนค่ะ! จากที่ฉันคลุกคลีกับเรื่องความยั่งยืนมานาน ฉันบอกเลยว่า “ตัวชี้วัดความยั่งยืน” เนี่ย มันก็คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยค่ะว่า ธุรกิจของเรา หรือแม้แต่สิ่งที่เรากำลังสนับสนุนอยู่เนี่ย กำลังเดินหน้าไปถูกทางไหมในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือที่เรียกรวมกันว่า ESG นั่นแหละค่ะ มันไม่ใช่แค่การบอกว่า “เราใส่ใจนะ” แต่เป็นตัวเลขหรือข้อมูลที่เป็นรูปธรรมที่พิสูจน์ได้ว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และเกิดผลลัพธ์ยังไงบ้างจริงๆสำหรับธุรกิจ SME ในบ้านเราตอนนี้ ฉันว่ามันสำคัญแบบสุดๆ ไปเลยค่ะ ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ไปนะ แต่มันคือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวเลย จากที่เห็นมาหลายๆ เคส ธุรกิจที่มีตัวชี้วัด ESG ที่ดีจะ:
ลดความเสี่ยง: เช่น ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม หรือลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงหากเกิดประเด็นทางสังคม
เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น: นักลงทุนยุคใหม่ ไม่ว่าจะรายเล็กรายใหญ่ เขามองหาธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ ยิ่งมีคะแนน ESG ที่ดี โอกาสในการได้เงินทุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน: ผู้บริโภคเองก็ฉลาดขึ้นค่ะ เขามองหาแบรนด์ “คนดี” ที่ใส่ใจโลกและสังคมจริงๆ ทำให้ธุรกิจของเราโดดเด่นและเป็นที่จดจำในตลาดได้ดีกว่า
ลดต้นทุนในระยะยาว: เชื่อไหมคะว่าการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้ยั่งยืนขึ้น เช่น ลดการใช้พลังงาน หรือจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ มันช่วยลดค่าใช้จ่ายจุกจิกได้จริงในระยะยาวเลยนะที่สำคัญคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเองก็เริ่มมี SET ESG Ratings เพื่อประเมินและจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเรื่องนี้กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง ฉันว่า SME เองก็ควรเริ่มวางแผนและหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับธุรกิจของเราไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ จะได้ไม่ตกขบวนและคว้าโอกาสดีๆ ได้ก่อนใคร!
ถาม: พูดถึงเรื่องความยั่งยืน หลายคนก็กลัวว่าจะเจอแต่ ‘Greenwashing’ หรือการสร้างภาพไปวันๆ แล้วเราจะมีวิธีดูยังไงคะว่าสิ่งที่บริษัทหรือแบรนด์ต่างๆ ทำอยู่เนี่ย มัน ‘ยั่งยืนจริง’ ไม่ใช่แค่ฉาบฉวย?
ตอบ: ฮ่าๆ คำว่า Greenwashing นี่มันจี้ใจดำหลายคนเลยใช่ไหมคะ! จากประสบการณ์ตรงเลยนะ ฉันเคยเจอมาเยอะกับคำเคลมสวยหรู แต่พอไปดูเบื้องหลังแล้วมันคนละเรื่องเลยค่ะ การฟอกเขียว (Greenwashing) คือการที่บริษัทพยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้ทำอย่างที่พูด หรือทำแค่ผิวเผินมากๆ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการตลาดหรือสร้างกำไรเท่านั้นแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า “ยั่งยืนจริง” หรือแค่ “ฟอกเขียว”?
มีหลายจุดให้สังเกตเลยค่ะ
ความโปร่งใสและข้อมูลที่ตรวจสอบได้: อันดับแรกเลยค่ะ ถ้าเขาบอกว่าทำอะไรดีๆ เขาต้องกล้าเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดและสอดคล้องกัน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ ลอยๆ นะคะ ต้องมีตัวเลข มีรายงาน มีหลักฐานให้เราตรวจสอบได้จริง เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร ลดการใช้น้ำไปกี่เปอร์เซ็นต์ หรือมีมาตรการดูแลพนักงานยังไงบ้าง
ความสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก: ลองสังเกตว่าสิ่งที่เขาเคลมเรื่องความยั่งยืนนั้น มันเชื่อมโยงและสอดคล้องกับธุรกิจหลักของเขามากแค่ไหนค่ะ ถ้าธุรกิจผลิตสินค้าที่สร้างมลพิษมหาศาล แต่มาเน้นโปรโมทแค่เรื่องปลูกต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ โดยไม่มีแผนจัดการผลกระทบหลักเลย แบบนี้ก็ต้องเอ๊ะ!
แล้วค่ะ
หลีกเลี่ยงคำกว้างๆ คลุมเครือ: คำว่า “เป็นมิตรต่อธรรมชาติ” “รักษ์โลก” หรือ “ยั่งยืน” แค่คำเหล่านี้อาจไม่เพียงพอค่ะ เพราะมันกว้างมาก ควรเจาะจงไปเลยว่าทำอะไร เช่น “ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%” “บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้” หรือ “ส่งเสริมอาชีพชุมชน”
ระวัง “Green Lighting”: บางทีบริษัทอาจจะดึงความสนใจเราไปที่เรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำ เช่น ลดใช้พลาสติกในบางส่วน แต่กลับซ่อนประเด็นใหญ่ๆ ที่ยังสร้างผลกระทบเชิงลบอยู่ เช่น การใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม หรือการปล่อยมลพิษในส่วนอื่นๆ ของกระบวนการผลิต แบบนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบด้านนะคะการเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด หรือเป็นนักลงทุนที่รอบคอบ เราต้องรู้จักตั้งคำถามและหาข้อมูลเพิ่มเติมเสมอค่ะ อย่าเพิ่งเชื่อแค่สิ่งที่เห็นผิวเผิน ลองค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หรือดูว่ามีหน่วยงานภายนอกเข้ามาประเมินหรือรับรองอะไรบ้างไหม แค่นี้เราก็จะช่วยกันลดปัญหา Greenwashing และสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืนจริงได้แล้วค่ะ!
ถาม: ในฐานะเจ้าของธุรกิจ SME เล็กๆ งบประมาณก็จำกัด ทรัพยากรก็ไม่เยอะ จะเริ่มนำแนวคิด ESG และตัวชี้วัดความยั่งยืนมาปรับใช้กับธุรกิจตัวเองได้ยังไงบ้างคะ? ดูเป็นเรื่องใหญ่และไกลตัวมากๆ เลยค่ะ
ตอบ: ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยค่ะ! ตอนแรกฉันเองก็คิดว่าเรื่อง ESG นี่มันดูเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ ที่มีงบเป็นร้อยล้านพันล้านเหมือนกัน แต่พอได้ลองศึกษาและลงมือทำจริงๆ ฉันพบว่า SME ของเรานี่แหละค่ะ มีจุดแข็งที่สำคัญมากๆ ในการทำเรื่องความยั่งยืนเลยนะ ไม่ต้องรอนะคะ เราเริ่มได้เลย!
นี่คือเคล็ดลับที่ฉันอยากแนะนำสำหรับ SME ที่อยากเริ่มก้าวสู่ความยั่งยืนค่ะ:
เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวและเล็กๆ ก่อน: ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรใหญ่โตตั้งแต่แรกเลยค่ะ ลองดูว่าในกิจวัตรประจำวันของธุรกิจเรามีอะไรที่ปรับเปลี่ยนได้บ้าง เช่น
สิ่งแวดล้อม (E): ลดการใช้กระดาษในออฟฟิศ, ปิดไฟปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน, แยกขยะให้ถูกประเภท, หรือหันมาใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงาน
สังคม (S): ดูแลพนักงานของเราให้มีสวัสดิการที่ดี มีความสุขในการทำงาน, ใช้ผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบจากชุมชนหรือคู่ค้าที่เป็นธรรม, หรือมีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ กับกิจกรรมในชุมชนของเรา
ธรรมาภิบาล (G): สร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน, กำหนดนโยบายที่ชัดเจนและยุติธรรมในการทำงาน, ไม่รับสินบนหรือการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ
ตั้งเป้าหมายที่ “SMART” และวัดผลได้: ไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ค่ะ แต่ต้องชัดเจน วัดผลได้ ทำได้จริง เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เช่น “จะลดปริมาณขยะพลาสติกในร้านลง 20% ภายใน 6 เดือน” หรือ “จะใช้กระดาษรีไซเคิล 100% ภายในสิ้นปีนี้” การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เรามีแรงจูงใจและเห็นความก้าวหน้าได้ง่ายขึ้นค่ะ
ใช้จุดแข็งของ SME ให้เป็นประโยชน์: ข้อดีของ SME คือความคล่องตัวและผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว ลองใช้ข้อดีตรงนี้ในการริเริ่มโครงการเล็กๆ และปรับเปลี่ยนได้ทันทีค่ะ การสื่อสารภายในองค์กรก็ง่ายและทั่วถึงกว่าธุรกิจใหญ่ๆ ด้วยนะคะ
หาความรู้และขอคำแนะนำ: อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือค่ะ ตอนนี้มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งในประเทศไทยที่ให้ความรู้และคำปรึกษาเรื่อง ESG สำหรับ SME โดยเฉพาะเลย ลองเข้าร่วมสัมมนาฟรี หรือดาวน์โหลดคู่มือต่างๆ มาศึกษาดูก็ได้นะคะ
สื่อสารและบอกเล่าเรื่องราวของเรา: เมื่อเราเริ่มทำอะไรดีๆ แล้ว อย่าเก็บไว้คนเดียวนะคะ เล่าเรื่องราวความพยายามของเราให้ลูกค้า คู่ค้า และพนักงานฟัง มันจะสร้างความผูกพันและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเราได้ดีมากๆ เลยค่ะฉันเชื่อว่าการเริ่มต้นเล็กๆ ที่สอดคล้องกับธุรกิจของเรานี่แหละค่ะ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ SME ของเราเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนจริงๆ ค่ะ ลองดูนะคะ ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน!






